บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

สมาธิในพระไตรปิฎกฯ ๖

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 7


ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 7 คือ ข้อความนี้

หยุดกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้น พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็น กายมนุษย์หยาบและเปลี่ยนเป็น กายมนุษย์ละเอียด

ข้อความนี้ก็เช่นเดียวกัน มั่วสุดๆ ยิ่งเป็นหลักฐานว่า คุณยงยุทธนี่แกทั้งยกเมฆและนั่งเทียน มั่วสิ้นดี

ตามหลักการมาตรฐานของวิชาธรรมกายแล้ว การที่ทำวิชาผ่านดวงหรือผ่านกายไป ก็ต้องนึก ซึ่งตามศัพท์เฉพาะ (Technical term) ในวิชาธรรมกาย เอง จะเรียกว่า สั่งไม่ใช่ว่า เอาใจไปหยุดเฉยๆ แล้วจะผ่านดวงหรือผ่านกายไปได้

การทำวิชาธรรมกายขนานแท้นั้น พอถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว ก็ต้องส่งใจไปที่จุดเล็กใสกลางดวง แล้วนึกให้จุดเล็กใสว่างออกไป ก็เห็นกายมนุษย์ละเอียดทันที

กายมนุษย์ละเอียดนี่จะเหมือนเราทุกอย่าง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เหมือนกับที่เราสวมใส่อยู่ในขณะนั้น แต่จะเป็นสีขาวใสเท่านั้นเอง

ไม่ใช่พอจุดเล็กใสว่างออกไปแล้ว ก็จะเห็นกายมนุษย์หยาบอีก แล้วกายมนุษย์หยาบถึงจะเปลี่ยนเป็นกายมนุษย์ละเอียด ไม่รู้ว่า คุณยงยุทธ์แกหลับหูหลับตาเขียนไปได้อย่างไร

การฝึกวิชาธรรมกายในขั้นตอนแรกนี่ เราไม่เห็นกายมนุษย์หยาบ ก็เมื่อหลับตาไปแล้วจะเห็นกายมนุษย์หยาบได้อย่างไร

กายมนุษย์หยาบก็คือกายเนื้อของเรานี่ จะเห็นก็เมื่อเราลืมตาขึ้นมา

ในวิชาธรรมกายนี้ กายมนุษย์หยาบเราจะเห็นจากการปฏิบัติก็เมื่อเป็นการฝึกในขั้นสูงๆ ขึ้นไป แต่ไม่ใช่อย่างที่คุณยงยุทธแกมั่วมา

ขาดความรับผิดชอบจริงๆ คุณยงยุทธนี่

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 8

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 8 คือ ข้อความนี้

ถ้าปฏิบัติต่อไปก็จะถึง กายพระอรหันต์ละเอียดหลุดพ้นจากกิเลสหมด

ข้อความตรงนี้ นี่แหละที่เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดแจ้งที่สุดว่า คุณยงยุทธนี่ ไม่ได้รู้เรื่อง หรือศึกษาวิชาธรรมกายอย่างเป็นวิชาการ แกคงไปฟังๆ เขามา

คนที่แกไปฟังมานี่ก็คงไม่เรียนวิชาธรรมกาย ก็คงไปฟังๆ เขามาอีกที

กายละเอียดที่สุดในกายพื้นฐาน 18 กายนี้ ศัพท์วิชาธรรมกายเขาเรียก กายธรรมพระอรหัตละเอียดไม่ใช่กายพระอรหันต์

แล้ววิชา 18 กายนี่เป็นวิชาระดับอนุบาลของวิชาธรรมกายทั้งหมด ไม่ใช่พอทำกายพระอรหัตได้ เป็นพระอรหันต์เลย

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นักเรียน/นักศึกษาในประเทศไทย ไม่เป็นพระอรหันต์กันเป็น พันๆ คนแล้วหรือ

หนังสือที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเขียนไว้ สามารถนำมาเป็นหลักสูตรได้มี 4 เล่มคือ
1) ทางมรรคผล
2) คู่มือสมภาร
3) วิชามรรคผลพิสดาร 1
4) วิชามรรคผลพิสดาร 2

หนังสือทั้ง 4 เล่มดังกล่าวนั้น หนังสือทางมรรคผลเป็นหลักสูตรเบื้องต้น หนังสือคู่มือสมภารเป็นหลักสูตรระดับกลาง

ส่วนหนังสือวิชามรรคผลพิสดาร 1 และ 2 นั้นเป็นหลักสูตรชั้นสูงที่อยู่ในระดับยากและยากมากตามลำดับ

หนังสือจำนวน 4 เล่มดังกล่าว คุณลุงการุณย์ บุญมานุช ได้นำมาขยายความให้เข้าใจง่ายขึ้น เป็นหนังสือ 4 เล่ม/กลุ่ม ดังนี้

1) หนังสือทางมรรคผลได้รับการขยายความเป็นหนังสือทางรอดของมนุษย์มีทางเดียว เท่านั้น และหนังสือ ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย นอกจากนั้นแล้ว ยังได้ขยายความการสอนไปในหนังสืออื่นๆ อีก เช่น คู่มือการสอนของวิทยากรเอก วิชาธรรมกายฉบับครึ่งหลักสูตร สำหรับนักเรียนที่มีเวลาน้อย เป็นต้น

2) คู่มือสมภาร ได้รับการขยายความเป็นหนังสือ แนวเดินวิชาหลักสูตรคู่มือสมภาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

3) วิชามรรคผลพิสดาร 1 ได้รับการขยายความเป็นหนังสือ แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชามรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

4) วิชามรรคผลพิสดาร 2 ได้รับการขยายความเป็นหนังสือ แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชามรรคผลพิสดาร 2 ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

โดยสรุป หนังสือทั้ง 4 เล่มดังกล่าวของพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ประกอบไปด้วยหลักสูตรสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน กล่าวคือ วิธีพิจารณาขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท 12 ไว้อย่างละเอียด

นอกจากนั้นแล้วยังอธิบายถึงวิชา 3 ซึ่งก็คือ วิชาที่ทำให้พระพุทธเจ้าบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างละเอียดครบถ้วน อันประกอบด้วย วิชาปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ การะลึกชาติ วิชาจุตูปปาตญาณ คือ การเห็นเกิดแก่เจ็บตายของสัตว์โลก และวิชาอาสวักขญาณ คือ การทำกิเลสให้สิ้น

ขอกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ไม่ได้มีเพียงคุณลุงการุณย์นำมาขยายความเท่านั้น ทางบุคลากรของวัดหลวงพ่อวัดปากน้ำธรรมกายาราม จังหวัดราชบุรี เช่น หลวงป๋าก็ได้นำไปขยายความและอธิบายเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

จากที่กล่าวไปข้างต้น คนที่ทำวิชาจนเห็นกายธรรมพระอรหัตไม่ใช่ว่าจะ หลุดพ้นจากกิเลสหมดยังเป็นเพียงวิชาเบื้องต้นในระดับอนุบาลเท่านั้น เป็นหลักสูตรในหนังสือทางมรรคผล ซึ่งคนทั่วไปชอบเรียกว่า หนังสือทางมรรคผล18 กาย เท่านั้น

และตรงนี้ก็เป็นที่ยืนยันว่า วิชาธรรมกายไม่ใช่มีเพียงสมถกรรมฐาน มีการสอนจนถึงวิปัสสนากรรมฐาน แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเข้าใจเป็นอย่างดีว่า วิปัสสนากรรมฐานก็ยังคงเป็นเพียงพื้นฐานของการบรรลุพระอรหันต์เช่นเดียวกัน

ท่านจึงไม่ได้เน้นการสอน หรือโปรโมทว่า วิชาธรรมกายเป็นวิปัสสนา ดังเช่น พระพม่า ที่เข้าใจผิดกันไป ทำให้สานุศิษย์ก็ผิดตามๆ กันไป

ผลเสียที่คาดไม่ถึงของคนไทยในยุคนี้ก็คือ พอฟังว่า สายพอง-ยุบเป็นวิปัสสนา เป็นทางเดียวที่สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ภายใน 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ก็คลั่งไคล้กันไป

ทั้งๆ ที่ ไม่มีเอกสารอธิบายอย่างเป็นวิชาการ ที่จะพอจะฟังขึ้นได้เลยว่า ในขั้นบรรลุพระอรหันต์สายพอง-ยุบจะทำอย่างไร

ผลเสียที่ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ พอได้ไปฝึกสายพอง-ยุบ นิสัยก็เริ่มออกไปทางดูถูกสายอื่นๆ เลยว่า สายโน้นสายนี้ไม่เป็นวิปัสสนา ของฉันเป็นวิปัสสนาอย่างเดียว
เอา........โง่กันเข้าไป .........

โดยสรุป ข้อบกพร่องในส่วนที่ 1 นี้ คณะผู้วิจัยไม่ควรนำหนังสือของคุณยงยุทธ์เข้ามาอ้างอิงในงานวิจัยชิ้นนี้ เนื่องจาก
1) ไม่ใช่เป็นเอกสารชั้นต้นของวิชาธรรมกาย
2) ไม่ใช่เอกสารที่เป็นงานวิชาการ เป็นหนังสือในท้องตลาดในตลาดล่างราคาถูกเท่านั้น
3) เนื้อหาที่นำมาอ้างอิงไม่ถูกต้องเลยแม้แต่ประการเดียว

สิ่งที่น่าผิดหวังเป็นอย่างที่สุดก็คือ นักวิจัยที่เป็นบุคลากรของวัดพระธรรมกาย คือ พระมหาสมศักดิ์ จันทสีโล ท่านไม่รู้เลยหรือว่า เนื้อหาในส่วนนี้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาธรรมกายผิด

ถ้าผิดเล็กน้อยที่พออภัยกันได้ นี่มันผิดอย่างมหันต์เลยทีเดียว ซึ่งโดยปกติธรรมดาแล้ว คนที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำน่าจะรู้ แค่นี้ก็ยังไม่รู้ แล้วจะเป็นนักวิจัยที่ดีได้อย่างไร



สมาธิในพระไตรปิฎกฯ ๕

กลับมาการวิพากษ์วิจารณ์งานวิจัยเรื่องสมาธิในพระไตรปิฎกวิวัฒนาการการตีคำสอน เรื่อง สมาธิในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในประเทศ คณะผู้วิจัยก็คือ วริยา ชินวรรโณและคณะต่อไป  ซึ่งในบทความนี้ เป็นข้อผิดพลาดประเด็นที่ ๕

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 5

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 5 คือ ข้อความนี้

แล้วเกิดมีจุดสว่าง ณ ศูนย์กลางกายนี้เรียกว่า ดวงปฐมมรรค

ข้อความนี้ผิด เพราะว่า ในการปฏิบัติตามวิชาธรรมกายของจริงแล้ว เมื่อท่องสัมมาอะระหังไปสักพักหนึ่ง

พอใจหยุดนิ่งถูกส่วนแล้ว คือ หยุดที่ฐานที่ 7 นานพอสมควร ก็จะเห็นดวงปฐมมรรคประมาณเท่าไข่แดงของไข่ไก่ ไม่ใช่มีจุดสว่างเกิดขึ้น แต่จะเห็นดวงปฐมมรรคก่อน

ต่อจากนั้น ก็ต้องสมมุติใจของเราเป็นเข็มเย็บผ้า แล้วส่งเข็มใจลงไปกลางดวงปฐมมรรค แล้วนึกให้เห็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ไม่ใช่ว่า จะเกิดจุดสว่าง แต่เกิดเป็นดวงขึ้นมาเลย

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 6

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 6 คือ ข้อความนี้

ใจก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั้น เมื่อดวงนี้แตกไป ก็จะเกิดขึ้นใหม่เรียกว่า ดวงศีลเมื่อดวงศีลแตกไปก็เป็น ดวงสมาธิเมื่อดวงสมาธิแตกไปก็เป็น ดวงปัญญาจากดวงปัญญาแตกไปเป็น ดวงวิมุตติเมื่อดวงวิมุตติแตกไปก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งเรียกว่า ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

ข้อความนี้ยิ่งผิดขึ้นไปอีก แสดงว่า คนเขียนหรือคุณยงยุทธ์นี่ไม่รู้จักวิชาธรรมกายหรอก แกนั่งเทียนเขียนของแกไปเรื่อย เพื่อขายหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว

ก็มีคนโง่ไปซื้อหนังสือของแกมาอ่าน จนเอามาอ้างในงานวิจัยนี่แหละ

ในทางปฏิบัติแล้ว ดวงทั้ง 6 ดวงนี้ คือ ดวงปฐมมรรคหรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะจะมีขนาดเท่ากัน แต่มีความละเอียดต่างกัน ซ้อนกันอยู่

ดวงที่ละเอียดมากที่สุดจะอยู่ในสุด  ดวงที่หยาบขึ้นมาก็จะนอกออกมาเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าไม่พิจารณาอย่างละเอียดก็จะนึกว่า มีดวงเดียว เพราะ การซ้อนกัน ความละเอียดต่างกันจึงซ้อนกันได้สนิท [อย่าพยายามเอาหลักการของวิทยาศาสตร์เข้าไปจับ มันคนละเรื่องกัน] ดวงทั้ง 6 ดวงนั้น มีจุดศูนย์กลางจุดเดียวกัน

จุดศูนย์กลางจุดเดียวกันนี่แหละคือ ทางสายกลาง เพราะ ธรรมะทุกหัวข้อในพระไตรปิฎกมีลักษณะเป็นดวงทั้งสิ้น และมีจุดศูนย์กลางเดียวกัน จะพิจารณาหัวข้อธรรมะข้อไหนก็ไปส่งใจไปที่จุดศูนย์กลางจุดเดียวนี่แหละ

ความสำคัญก็คือ ใจถ้าใจเราต้องการศึกษาธรรมะข้อใด เราก็จะเห็น ดวงของธรรมะข้อนั้น

และก็ไม่ใช่ว่าดวงทุกดวงของข้อธรรมะ จะมีสีขาวใสเหมือนกันหมด เพราะ ดวงเจ็บ และดวงตาย มีสีออกไปทางดำ คือ ดวงเจ็บนี่เกือบดำ แต่ดวงตายนี่ ดำสนิท

เฉพาะข้อความส่วนนี้ จะเห็นได้ว่า วิชาธรรมกายอธิบายคำว่า ทางสายกลางได้ถูกต้องอยู่เพียงสายเดียวเท่านั้น สายพอง-ยุบนี่ ลองไปอ่านดูเหอะ หนังสือทุกเล่มอธิบายไม่ได้เลย อธิบายมั่วไปมั่วมา

ยกตัวอย่าง สายพอง-ยุบนี่ยืนยันแบบเอาเป็นเอาตายว่า สติปัฏฐาน 4 นี่เป็น เอกายนมรรค คือ ทางสายเดียว แต่ไม่เคยมีใครอธิบายให้เห็นอย่างเป็นวิชาการได้แม้แต่คนเดียวว่า

กายานุปัสนาสติปัฏฐาน
เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน
จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน
ธรรมานุปัสนาสติปัฏฐาน

เป็นทางสายเดียวอย่างไร เพราะ มี 4 หัวข้อใหญ่ แต่ละหัวข้อก็มีแยกย่อยลงไปอีก แล้วเป็นทางสายเดียวอย่างไร

นอกจากนั้นแล้ว หลักธรรมที่เป็น “เอกายนมรรค” นี่ ไม่ใช่มีเพียงสติปัฏฐาน 4 แต่เพียงหมวดเดียวเมื่อไหร่ มรรค 8 ก็ใช่ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการนี่ก็ใช่ ไม่รู้กี่หัวข้อธรรมะ จะเป็นทางสายเดียวได้อย่างไร

แต่ถ้าอธิบายแบบวิชาธรรมกายก็ง่ายๆ เลย ดังได้กล่าวมาแล้ว หัวข้อธรรมะทุกหัวข้อมีลักษณะเป็นดวง มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน คือ จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มที่ฐานที่ 7 เหนือสะดือของใครของมัน 2 นิ้ว

จะพิจารณาหัวข้อธรรมะอะไร ก็ลงไปที่จุดจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มที่ฐานที่ 7 เหนือสะดือนี้ นี่แหละ คือทางสายกลาง

มีพุทธวิชาการที่ศรัทธาสายพอง-ยุบ พยามแปลงกายเป็นศรีธนญชัยในยุคปัจจุบัน คือ ไปแปล  “เอกายนมรรค” ว่า เป็นทางที่ดำเนินไปได้ทีละคน

เอา........ก็ดันทุรังกันไป

กลับมาเข้าเรื่อง

การที่จะทำให้เห็นดวงศีล วิชาธรรมกายขนานแท้และดั้งเดิมต้องทำแบบนี้

เมื่อเราเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว ก็ต้องให้สมมุติว่า ใจของเราเป็นเข็มเย็บผ้า หรือเข็มเย็บผ้าคือใจของเรา แล้วส่งเข็มใจเข้าไปกลางดวงใส ท่องใจ หยุดในหยุด
ต่อไป นึกให้เห็นจุดเล็กใสกลางดวงใส เมื่อเห็นจุดเล็กใสแล้ว ก็ต้อง นึกให้จุดเล็กใสว่างออกไป ถึงจะเห็น ดวงศีล

ตอนที่เห็นดวงศีลนี่ ไม่ใช่ว่าดวงปฐมมรรคจะแตกออกไป ก็ยังอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ที่ใจเราไม่ได้สนใจดวงปฐมมรรคแล้ว ดวงอื่นๆ ก็ปฏิบัติเช่นเดียว

ถ้าใครก็ตามเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว เอาใจหยุดนิ่งที่กลางดวงอย่างเดียว ไม่นึกให้เห็นจุดเล็กใส ไม่นึกให้จุดว่างออกไป ให้ทำไปอีกร้อยชาติ แสนชาติก็ไม่เห็น ดวงศีล

ไม่มีเอกสารของสายวิชาธรรมกายฉบับใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ และคณะสานุศิษย์ของหลวงพ่อ ที่บอกว่าดวงหนึ่งแตกไป ก็จะเห็นดวงอื่น

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับวิชาธรรมกายแบบขาดความรับ ผิด ชอบสุดๆ  คุณยงยุทธนี่แกไม่ควรเขียนหนังสือขาย ให้คนเอามาอ้างอิงในงานวิจัยเลย


********************************



สมาธิในพระไตรปิฎกฯ ๔

กลับมาการวิพากษ์วิจารณ์ข้อความที่ว่า ขั้นปฏิบัติภาวนาของวัดพระธรรมกายนี่เป็นเพียงขั้นสมถะกรรมฐานยังไม่เป็นวิปัสสนากรรมฐาน”  ในงานวิจัยเรื่องสมาธิในพระไตรปิฎกวิวัฒนาการการตีคำสอน เรื่อง สมาธิในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในประเทศ คณะผู้วิจัยก็คือ วริยา ชินวรรโณและคณะเสียที

ข้อความดังกล่าวนี้ “ไม่ถูกต้อง

หลักฐานก็มาจากเนื้อหาของ งานวิจัยเรื่องสมาธิในพระไตรปิฎกวิวัฒนาการการตีคำสอน เรื่อง สมาธิในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในประเทศ เอง

ในบทที่ 3 คณะผู้วิจัยได้อ้างอิงหนังสือของคุณภุมรา ตาละลักษณ์ เรื่อง “รวมพระธรรมเทศนา วิเคราะห์การเจริญสมถวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิชาธรรมกาย

หนังสือของคุณภุมรา ตาละลักษณ์ เล่มดังกล่าว บรรยายว่า ในการพิจารณาตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ-กายอรูปพรหมละเอียดเป็นสมถกรรมฐาน

ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูหยาบ-กายธรรมพระอรหัตละเอียดเป็นวิปัสสนา ดังนั้น วิชาธรรมกายก็ต้องมีทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน

ในงานวิจัยชิ้นเดียวกัน มีความข้อความขัดกันอย่างนี้ คือ ข้อความที่ยกมาจากคุณยงยุทธ์ก็ว่าไปอย่างหนึ่ง  ข้อความที่ยกมาจากคุณภุมรา ตาละลักษณ์ก็ว่าไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งความหมายขัดกันอย่างชัดเจน

งานวิจัยนี้ ก็ต้องมีที่ผิดแน่ๆ ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 3
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 3 คือ ข้อความนี้

การปฏิบัติเป็นการเพ่งกสิณ

ข้อความนี้ก็ผิดอีก ต้องอธิบายคำว่า การเพ่งกสิณก่อน

การเพ่งกสิณ นี่เป็นการทำสมาธิที่เอาจิตไว้นอกตัว เป็นมิจฉาทิฐิไม่ใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา เช่น จะใช้กสิณไฟ ก็จุดเทียนขึ้นมา แล้วเพ่งไปที่เทียน

สมถะกรรมฐาน 40 วิธีนั้น เป็นของมาตั้งแต่ก่อนตั้งพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ารับเข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในเกณฑ์ของศาสนาพุทธ

เขาเล่าว่า คนที่เก่งๆ สามารถทำให้เปลวเทียนสูงขึ้นมา แล้วก็หดลงไป ถ้าเก่งมากๆ ก็สามารถทำให้เทียนระเบิดได้เลย ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง

ถ้าจะใช้กสิณแสงสว่าง ก็เจาะฝาให้เป็นวงกลม ให้แสงลอดเข้ามา แล้วก็เพ่งที่แสงสว่างนั้น นี่ การเพ่งกสิณเข้าทำกันแบบนี้

สำหรับสายวิชาธรรมกายนั้น ใช้สมถะกรรมฐาน 3 วิธีพร้อมกันคือ

1) อาโลกกสิณ หรือ กสิณแสงสว่าง ก็คือ นึกให้เห็นดวงนิมิตเป็นดวงแก้วขาวใส

2) อานาปานสติ  สายวิชาธรรมกายเป็นอานาปานสติดังนี้ เวลาเราหายใจเข้าไปนั้น ลมจะไปหยุดอยู่ที่ในท้องเราที่ระดับเหนือสะดือ 2 นิ้วมือของใครของมัน หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงกำหนดให้จุดนี้เป็นฐานที่ 7

การเอาใจไปหยุดที่ฐานที่ 7 เป็นอานาปานสติ คือ การกำหนดพิจารณาลมหายใจเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา  การปฏิบัติธรรมแบบวิชาธรรมกายจึงเป็นอานาปานสติด้วย

ตอนนี้สายพุทโธจำนวนมาก ก็ย้ายการจุดสังเกตลมหายใจจากจมูกลงไปอยู่ที่เหนือสะดือ 2 นิ้วมือนี้มากขึ้น

3) พุทธานุสสติ การกำหนดให้ผู้ปฏิบัติท่องคำว่า สัมมาอะระหังนั้น เป็นพุทธานุสสติ

โดยสรุป สายวิชาธรรมกายไม่ใช่การเพ่งกสิณอย่างแน่นอน เพราะ วิธีการผิดกันดังฟ้ากับเหว

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 4

ข้อผิดพลาดประเด็นที่ 4 คือ ข้อความนี้

โดยผู้ปฏิบัตินึกว่า มีดวงแก้วหรือพระพุทธรูปอยู่ตรงกลางกายอย่างใดอย่างหนึ่ง

ข้อความที่ควรวิพากษ์วิจารณ์ก็คือ “อยู่ตรงกลางกาย” ซึ่งจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ 2 ประเด็นคือ

1) วิชาธรรมกายของแท้นั้น ต้องนึกนิมิตก่อนเป็นประการแรก แต่นิมิตนั้นจะเป็นอะไรมันก็อีกเรื่องหนึ่ง

โดยทั่วไปก็ให้นึกนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใสหรือพระพุทธรูปขาวใส  ในการนึกนิมิตนั้น ไม่ใช่ให้ไปอยู่ในท้องเลย ต้องนำเข้าตามฐานของใจ 7 ฐาน คือ

ภาพ

สำหรับดวงนิมิตนั้น ถ้าเป็นผู้มีจิตใจแข็งกระด้างกว่าปกติ เช่น ผู้ต้องโทษจำคุก เป็นต้น ก็ให้นึกนิมิตเป็นภาพอสุภะก็ได้ แล้วก็เอาเข้าจมูกเหมือนกัน ปฏิบัติเหมือนการนึกนิมิตเป็นดวงแก้วเช่นเดียวกัน

2) คำที่ว่า “กลางกาย” ที่ถูกคือ ศูนย์กลางกาย เหนือฐานที่ 6 สองนิ้วมือของใครของมัน ถ้าอธิบายไม่ละเอียด ผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่มีโอกาสเห็นดวงธรรมเลย

ในส่วนของบทความนี้ ผมได้โต้แย้งไปว่า วิชาธรรมกายไม่ใช่เป็นสมถกรรมฐานแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นวิปัสสนากรรมฐานด้วย 

วิชาธรรมกายไม่ใช่เป็นการเพ่งกสิณแบบนอกศาสนา และการปฏิบัติธรรมตามสายวิชาธรรมกายต้องนำนิมิตเข้าไปตามฐานของใจ จำนวน 7 ฐาน